เรียนกีต้าร์ครูหมู สุภาภัค อัญ

Ain’t No Sun Shine – Trinity Acoustic guitar Grade Initial

เพลงแรกน้องอัญทำได้ดีครับและครั้งหน้าจะมาฝึกไดนามิคเพิ่มครับ

พื้นฐานขั้นสุด: เทคนิค, เสียง, ตำแหน่งตัวโน้ต และจังหวะ

ในการเล่นกีตาร์ทุกประเภทจะมีพื้นฐานสำคัญที่เหมือนกันหมด ในภาควิชากีตาร์เบิร์กลี ศาสตราจารย์เดวิด ทรอนโซ (David Tronzo) เรียกพื้นฐานเหล่านี้ว่า “Super-Fundamentals” หรือพื้นฐานขั้นสุด เนื่องจากความก้าวหน้าอย่างสูงสุดในการเล่นเครื่องดนตรีของเรา จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อเราฝึกฝนและมีความตระหนักรู้ถึงวิธีที่สิ่งเหล่านี้เชื่อมโยงกัน

พื้นฐานเหล่านี้ ได้แก่:

เทคนิค (Technique): วิธีที่คุณใช้ร่างกายของคุณเล่นกีตาร์

การสร้างเสียง (Tone Production): ความสามารถในการควบคุมคุณภาพเสียงที่ออกมา

ตำแหน่งตัวโน้ต (Note Location): ความสามารถในการหาตำแหน่งตัวโน้ตต่างๆ บนกีตาร์

จังหวะ (Rhythm): ความสามารถในการเล่นโน้ตตามจังหวะที่กำหนด รวมถึงแสดงความรู้สึกของจังหวะ (Feel) ว่าอยู่ตรงกลางจังหวะ (on the center), ด้านหลังจังหวะ (on the back), หรือด้านหน้าจังหวะ (on the front)

เทคนิค (Technique)

แม้ว่ารายละเอียดของเทคนิคมือขวาและมือซ้ายจะแตกต่างกันไปตามสไตล์ของแต่ละคน แต่มีพื้นฐานสำคัญบางอย่างที่เราทุกคนจำเป็นต้องมีร่วมกัน ได้แก่ การหายใจ ท่าทาง และการวางตำแหน่งมือทั้งสองข้าง

การหายใจ ถือเป็นเทคนิคขั้นพื้นฐานที่สุด และเป็นสิ่งที่มักถูกละเลยมากที่สุดเช่นกัน เมื่อเรากำลังฝึกฝนท่อนดนตรีที่ยากๆ หรือพยายามเร่งความเร็ว เรามักจะเผลอกลั้นหายใจโดยไม่รู้ตัว ซึ่งการกลั้นหายใจนี้จะจำกัดการไหลเวียนของเลือดจากลำตัวไปยังไหล่ แขน และมือ ส่งผลให้เกิดความตึงเครียดในกล้ามเนื้อมือและใบหน้า หากเราไม่ตระหนักถึงพฤติกรรมนี้ในขณะฝึกซ้อมซ้ำๆ ความตึงเครียดที่เกิดขึ้นจะถูกบันทึกไว้ในความทรงจำของกล้ามเนื้อ เมื่อเล่นกีตาร์ด้วยความเครียดเช่นนี้ เสียงที่ออกมาจะบาง ไม่มีพลัง วลีดนตรีขาดความลื่นไหล และอาจนำไปสู่อาการบาดเจ็บที่มือและไหล่ได้

การเรียนรู้ที่จะหายใจขณะฝึกซ้อมกีตาร์ คือการ “เปิดร่างกาย” และ “เปิดเสียง” ของเราอย่างแท้จริง เมื่อร่างกายของเราหายใจ กล้ามเนื้อจะผ่อนคลาย ส่งผลให้เสียงที่ได้มีความกว้าง มีชีวิตชีวา วลีดนตรีลื่นไหล และสุขภาพมือที่ดี

ขณะที่คุณเล่นตัวอย่างต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ ให้ตั้งใจให้การหายใจเป็นส่วนหนึ่งของเทคนิคของคุณ เริ่มจากการหายใจลึกๆ สักสองสามครั้งก่อนจะเล่นโน้ตตัวแรก สังเกตความรู้สึกที่เกิดขึ้นในร่างกาย เล่นอย่างช้าๆ และในระหว่างที่เล่นนั้น พยายามรักษาการหายใจให้ต่อเนลื่องตลอด เมื่อคุณเร่งความเร็วขึ้น หรือกำลังฝึกตัวอย่างที่ยาก ให้เล่นช่วงสั้นๆ และหายใจลึกๆ ในระหว่างพักแต่ละครั้ง

เมื่อร่างกายของคุณเริ่มจดจำการหายใจอัตโนมัติในการเล่นแล้ว คุณจะสามารถหายใจอย่างเป็นธรรมชาติขณะทำการแสดง ฟังเสียงของตัวเองขณะหายใจและเล่นกีตาร์ พร้อมสังเกตว่าเสียงของคุณจะเปิดกว้างและผ่อนคลายมากขึ้นเมื่อร่างกายของคุณผ่อนคลาย

ให้เสียงที่มีชีวิตชีวาและการหายใจที่เป็นธรรมชาตินี้ กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่นกีตาร์ของคุณอย่างแท้จริง

โจ โรเจอร์ส, ผู้ช่วยศาสตราจารย์แห่ง Berklee College of Music, ได้รับอิทธิพลจากการสอนโบราณของไทชิและชี่กงในการสอนนักเรียนให้เข้าถึงความคิดสร้างสรรค์ตั้งแต่ต้นทศวรรษ 1990  การผสมผสานเทคนิคการหายใจของชี่กงเข้ากับการฝึกซ้อมดนตรีสามารถช่วยให้นักดนตรีผ่อนคลาย ลดความตึงเครียด และปรับปรุงการควบคุมเสียงและจังหวะได้

ท่าทาง (Posture)

ไม่ว่าสไตล์การเล่นของเราจะเป็นแบบใด นักกีตาร์ทุกคนจำเป็นต้องจัดท่าทางร่างกายและตำแหน่งกีตาร์ให้ผ่อนคลาย สบาย และมั่นคง ซึ่งจะช่วยสนับสนุนมือทั้งสองข้าง (มือดีดและมือกดสาย) การจัดท่าทางอย่างถูกต้องนี้สร้างเงื่อนไขที่จำเป็นสำหรับการควบคุมเสียงและการเล่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ บางคนอาจเล่นแบบยืนพร้อมสายสะพายกีตาร์ ขณะที่บางคนเลือกนั่ง (อาจมีหรือไม่มีสายสะพายก็ได้) โดยวางกีตาร์ไว้ที่ขาขวาหรือขาซ้ายก็ได้ ขึ้นอยู่กับสไตล์การเล่นของแต่ละคน

แนวทางพื้นฐานที่สำคัญสำหรับทุกคน โดยไม่ขึ้นกับสไตล์ คือ:

1. ตำแหน่งกีตาร์ (Guitar Position)

ด้านบนของตัวกีตาร์ควรอยู่ตรงกลางหน้าอกของคุณ เพื่อให้หัวไหล่ผ่อนคลายและอยู่ในระดับเดียวกัน ไม่งุ้มไหล่ และช่วยให้แขนทั้งสองข้างวางตำแหน่งได้อย่างเป็นธรรมชาติ ความสูงของกีตาร์อาจต่างกันไป แต่ควรยึดจุดกึ่งกลางหน้าอก (breastbone) เป็นจุดอ้างอิงสำคัญ หากกีตาร์อยู่ต่ำเกินไปเมื่อเทียบกับจุดนี้ หัวไหล่และข้อมือจะเกร็งขณะพยายามเอื้อมมือไปถึงคอและสาย หากกีตาร์สูงเกินไป ก็จะเกิดการเกร็งเช่นกันจากการยกแขนขึ้น

2. ตำแหน่งมือซ้ายหรือมือกดสาย (Fretting-Hand Position)

ตำแหน่งมือซ้ายที่เหมาะสมคือการวางนิ้วทั้งสี่บนคอกีตาร์ในสายเดียวกัน นิ้วแต่ละนิ้วรับผิดชอบ 1 เฟรต โดยนิ้วที่ 2 และ 3 จะวางตั้งฉากกับสาย ในขณะที่นิ้วที่ 1 จะเอียงเล็กน้อยไปทางหัวกีตาร์ และนิ้วที่ 4 จะเอียงไปทางตัวกีตาร์ ส่วนที่นิ้วต่อกับฝ่ามือควรขนานกับคอกีตาร์และอยู่เหนือฟิงเกอร์บอร์ดเล็กน้อย ข้อมือของมือกดสายควรงอออกด้านนอกเล็กน้อย ไม่ควรงอเข้าด้านใน นิ้วโป้งมีหน้าที่หลักในการทรงตัว โดยควรพักไว้ด้านหลังคอกีตาร์ (ระหว่างนิ้วที่ 1 และ 2 โดยประมาณ) ในลักษณะผ่อนคลาย อย่างไรก็ตาม ในบางสไตล์ที่ใช้นิ้วโป้งข้ามคอไปกดสายที่ 6 บ้างเป็นบางครั้ง ให้ทำเฉพาะเวลาจำเป็น และปรับกลับมาที่ตำแหน่งปกติเมื่อเล่นโน้ตทั่วไป

3. ตำแหน่งมือขวาหรือมือดีด (Picking-Hand Position)

ตำแหน่งพื้นฐานของมือขวาหาได้จากการวางแขนขวาพาดบนตัวกีตาร์ในแนวเฉียง ไม่ว่าคุณจะเล่นด้วยปิ๊กหรือใช้นิ้ว มือและปิ๊กของคุณควรตัดผ่านสายกีตาร์ในลักษณะเฉียง การดีดสายแบบเฉียงนี้ทำให้ได้เสียงที่ชัดเจนและมีพลัง หากคุณดีดตั้งฉาก เสียงจะบางและสว่างมากเกินไป หากดีดขนานเกินไป เสียงจะทึบและขุ่นมัว ปัจจัยที่สำคัญในการจัดตำแหน่งมือขวาคือ มุมของข้อมือ ความสูง และการหมุนของแขนและมือ มุมพื้นฐานของมือควรตรงกับแขน (ไม่บิดงอ) ข้อนิ้วใหญ่ของมือควรอยู่ระดับเดียวกันหรือสูงกว่าข้อมือเล็กน้อย มือควรมีลักษณะหมุนเล็กน้อย (เหมือนการหมุนลูกบิดประตู) ปัจจัยเหล่านี้รวมกันจะช่วยให้แขนและไหล่รองรับมือได้อย่างเป็นธรรมชาติ ไม่เกร็ง

4. การประสานมือซ้ายและมือขวา (Picking- and Fretting-Hand Coordination)

การเคลื่อนไหวของมือดีดและมือกดสายต้องประสานกันอย่างลงตัวทุกครั้งที่เล่นโน้ต หากมือทั้งสองข้างไม่สัมพันธ์กัน เสียงที่ออกมาจะไม่ชัดเจนและไม่สม่ำเสมอ ในเบื้องต้น มือกดสายควรนำมือดีดเสมอ โดยวางนิ้วบนสายให้แน่นอนก่อนที่จะดีดสาย การกดสายและดีดสายให้มีจังหวะสัมพันธ์กันในตำแหน่งที่สม่ำเสมอ คือหัวใจสำคัญของการสร้างเสียงที่มีคุณภาพ

ในขณะฝึกตัวอย่างจากหนังสือเล่มนี้ ให้ใส่ใจตำแหน่งกีตาร์และท่าทางไหล่และแขนที่สัมผัสกับเครื่องดนตรี ตรวจสอบตำแหน่งของมือทั้งสองให้แน่ใจว่าสอดคล้องกัน และทุกครั้งที่เล่นโน้ต ให้สังเกตการประสานจังหวะของมือทั้งสองข้าง พัฒนาการรับรู้ถึงความสัมพันธ์ของร่างกาย และคอยฟังคุณภาพเสียงที่คุณสร้างขึ้นอยู่เสมอ

การสร้างเสียง (Tone Production)

พื้นฐานขั้นสุดในเรื่องการสร้างเสียง คือสิ่งที่กำหนดคุณภาพเสียงและเทคนิคเฉพาะต่างๆ ที่ต้องใช้ในการควบคุมเสียงให้ได้ตามต้องการ ซึ่งการควบคุมพื้นฐานเหล่านี้ต้องอาศัยสามสิ่งสำคัญคือ ความตั้งใจในการสื่อสารอารมณ์ (expressive intent), การตระหนักรู้ทางเทคนิค (technical awareness), และ การฟังที่มีสมาธิ (focused ear) โดยท่าทาง (posture) คือพื้นฐานสำคัญของการควบคุมเสียงที่ดี

สิ่งที่ควบคุมคุณภาพของเสียงมีดังนี้:

1. ความดัง-เบา (Dynamics)

ความดังของเสียงขึ้นอยู่กับแรงกดที่มือดีดหรือปิ๊กลงไปบนสายกีตาร์

• หากกดสายหนักขึ้น เสียงจะดังขึ้น

• หากกดเบาลง เสียงจะเบาลง

2. ลักษณะการเข้าของเสียง (Attack)

หลายคนอาจสับสนระหว่าง dynamics กับ attack แต่จริงๆ แล้ว Attack หมายถึงวิธีการที่เราเล่นสายกีตาร์โดยพิจารณาจากความเร็วในการดีดหรือปล่อยนิ้วมือ

• การเข้าของเสียงแบบ “เฉียบคม” (sharp attack) เกิดจากการดีดที่เร็วและกระชับ

• การเข้าของเสียงแบบ “เปิดกว้างและนุ่มนวล” (round attack) เกิดจากการดีดที่ช้าลง มีการปล่อยมือช้ากว่า

Attack ยังเกี่ยวข้องกับ “รูปร่าง” และ “คุณภาพ” ของตัวโน้ต (เรียกว่า envelope) เช่น โน้ตที่ถูก mute, โน้ตที่ใช้เทคนิค slur (hammer-ons/pull-offs), สไลด์, staccato, legato หรือ harmonics สิ่งเหล่านี้ล้วนมีรายละเอียดที่ต่างกันเล็กน้อยในวิธีที่มือทั้งสองข้างใช้ในการควบคุมการเล่นและการปล่อยโน้ต เพื่อให้ได้เสียงที่ชัดเจนตามต้องการ

3. สีของเสียง (Timbre)

สีของเสียงหมายถึงคุณสมบัติโทนเสียงที่เปลี่ยนไปตามวิธีการเล่น ซึ่งควบคุมได้จากมุมของปิ๊กหรือมือนิ้วมือที่ดีด รวมถึงตำแหน่งของมือดีดเทียบกับบริจด์ (bridge), ซาวด์โฮล (sound hole) หรือปิ๊กอัพ (pickups)

• การดีดสายแบบเฉียงเล็กน้อย (diagonal) จะได้เสียงที่เต็มและชัดเจน

• การดีดสายแบบตั้งฉาก (perpendicular) จะได้เสียงที่สว่างและคมชัดมากขึ้น

• การดีดสายแบบขนาน (parallel) จะให้เสียงที่ทุ้มและนุ่มขึ้น

ตำแหน่งการดีดมีผลต่อโทนเสียงด้วยเช่นกัน:

• ดีดสายใกล้กับบริจด์ (bridge) จะให้เสียงที่สว่างที่สุด

• ดีดบริเวณซาวด์โฮลหรือปิ๊กอัพ (sound hole/pickups) ให้เสียงที่เต็มและกว้าง

• ดีดใกล้กับคอ (neck) จะให้เสียงที่ทุ้มและนุ่มที่สุด

ขณะที่คุณเล่นตัวอย่างต่างๆ ในหนังสือเล่มนี้ ให้ใส่ใจในวิธีที่คุณสร้างเสียงอย่างละเอียด ตั้งใจเลือกความดังเบา, การเข้าของเสียง และสีของเสียงที่ต้องการ และฝึกฝนวิธีการทางเทคนิคที่จำเป็นเพื่อสร้างเสียงตามที่เลือกไว้ จำไว้ว่าการสร้างเสียงที่ดีล้วนเชื่อมโยงกับเทคนิคของคุณ ฝึกเล่นอย่างช้าๆ เพื่อให้มือและหูของคุณจดจำการควบคุมเสียงเหล่านี้ได้โดยธรรมชาติ


การศึกษา 2: “การศึกษาน้ำเสียง/แบบฝึกหัดควอทัล” (ในคีย์ A Melodic Minor) โดย Kim Perlak, ประธานภาควิชากีตาร์

แบบฝึกหัดนี้ถูกเขียนขึ้นโดยใช้ ควอทัลฮาร์โมนี (quartal harmony) ซึ่งเป็นการสร้างคอร์ดโดยใช้การเรียงตัวของเสียงในช่วงสี่ (fourths) เพื่อสร้างเสียงที่มีความลึกซึ้งและแตกต่างจากฮาร์โมนีแบบดั้งเดิม

เทคนิคที่ใช้ในแบบฝึกหัดนี้:

ควอทัลฮาร์โมนี (Quartal Harmony): การใช้คอร์ดที่สร้างจากการเรียงตัวของเสียงในช่วงสี่ เพื่อสร้างเสียงที่มีเอกลักษณ์และทันสมัย

การควบคุมโทนเสียง (Tone Control): การฝึกฝนเพื่อพัฒนาความสามารถในการควบคุมโทนเสียงของกีตาร์ ทั้งในแง่ของความดัง-เบา (dynamics), ลักษณะการเข้าของเสียง (attack), และสีของเสียง (timbre)

สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับเทคนิคการควบคุมโทนเสียงบนกีตาร์ไฟฟ้าและกีตาร์โปร่ง สามารถรับชมวิดีโอการสอนโดย Kim Perlak ได้ที่นี่:

การระบุตำแหน่งโน้ต (Note Location)

ความสามารถในการหาตำแหน่งตัวโน้ตบนฟิงเกอร์บอร์ดเป็นอีกหนึ่งพื้นฐานขั้นสุดที่หลายคนมักมองข้ามไป คุณสามารถพัฒนาความสามารถนี้ได้อย่างต่อเนลื่องโดยการฝึกสังเกต ระบุชื่อ และเขียนโน้ตที่อยู่ในตัวอย่างต่างๆ ที่จะตามมาในหนังสือเล่มนี้ เพื่อฝึกในระดับพื้นฐาน ให้เริ่มจากแนวทางง่ายๆ 3 วิธีต่อไปนี้ในแต่ละวัน โดยใช้โน้ตธรรมชาติ (Natural Notes) ในชุดตัวอักษรดนตรี (Musical Alphabet)

ชุดตัวอักษรดนตรีประกอบด้วยโน้ต 7 ตัวคือ:

A, B, C, D, E, F, G

โน้ตทั้งเจ็ดนี้เรียกว่า โน้ตธรรมชาติ (Natural Notes) หมายถึงโน้ตที่ไม่มีชาร์ป (#) หรือแฟลต (b) ระยะห่างระหว่างโน้ตแต่ละตัวเรียกว่า ขั้น (Step) โดยมีระยะห่างครึ่งเสียง (Half step) ระหว่างโน้ตคู่ B กับ C และ E กับ F ส่วนโน้ตคู่อื่นๆ จะมีระยะห่างเป็นหนึ่งเสียงเต็ม (Whole step)

ครึ่งเสียง (Half step) คือระยะห่างระหว่างโน้ตที่ห่างกัน 1 เฟรต

หนึ่งเสียงเต็ม (Whole step) คือระยะห่างระหว่างโน้ตที่ห่างกัน 2 เฟรต

นำความรู้นี้ไปรวมกับชื่อโน้ตของสายเปิด (Open Strings) ของกีตาร์ ดังนี้:

สาย 6 = E

สาย 5 = A

สาย 4 = D

สาย 3 = G

สาย 2 = B

สาย 1 = E (สายล่างสุด)

วิธีการฝึก:

เริ่มต้นจากสายที่ 1 (สาย E ล่าง) ไล่โน้ตธรรมชาติจากสายเปิด (โน้ต E) ไปจนถึงโน้ตสูงตามแนวสาย จำตำแหน่งเฟรตของโน้ตแต่ละตัวให้ได้ เมื่อเริ่มจำได้คล่องแล้วให้ทดลองอิมโพรไวส์เล่นโน้ตธรรมชาติบนสายเดียวขึ้นและลงได้อย่างอิสระ หลังจากนั้นให้ทำเช่นนี้กับทุกสาย โดยต้องแน่ใจว่าได้ฝึกเล่นไปถึงตำแหน่งเฟรตที่ 12 ขึ้นไปด้วย ให้คุณระบุชื่อโน้ตทุกตัวขณะที่เล่น และฝึกเขียนโน้ตบนบรรทัด 5 เส้น (staff) เพื่อช่วยในการจดจำ

การฝึกเช่นนี้เป็นประจำจะช่วยให้คุณสามารถระบุตำแหน่งโน้ตบนฟิงเกอร์บอร์ดได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว

2. โน้ตธรรมชาติตามตำแหน่งเฟรต (Notes in Position)

ลองสังเกตว่าโน้ตธรรมชาติ (โน้ตที่ไม่มีชาร์ป (#) หรือแฟลต (b)) มักจะเรียงตัวตามแนวเฟรตข้ามทุกสายของกีตาร์เป็นส่วนใหญ่ โดยจะมีรูปแบบที่ชัดเจนคือ โน้ตธรรมชาติทุกตัวจะปรากฏพร้อมกันในเฟรตต่างๆ ได้แก่:

• สายเปิด (Open Strings)

• เฟรตที่ 3, 5, 7, 10, 12, 15, 17 และ 19

แต่มีข้อยกเว้นเฉพาะ 4 ตำแหน่งบนเฟรตที่ 3, 7, 15 และ 19 เท่านั้น ที่จะมีโน้ตไม่เป็นธรรมชาติปรากฏแทรกอยู่ด้วย ดังนี้:

เฟรตที่ 3: โน้ต B♭ อยู่ที่สาย 3 (สาย G), เฟรตที่ 3

เฟรตที่ 7: โน้ต F# อยู่ที่สาย 2 (สาย B), เฟรตที่ 7

เฟรตที่ 15: โน้ต B♭ อยู่ที่สาย 3 (สาย G), เฟรตที่ 15

เฟรตที่ 19: โน้ต F# อยู่ที่สาย 2 (สาย B), เฟรตที่ 19

การจำรูปแบบของตำแหน่งเฟรตที่มีโน้ตธรรมชาติและข้อยกเว้นเหล่านี้ได้ จะช่วยให้คุณระบุตำแหน่งโน้ตทั่วทั้งฟิงเกอร์บอร์ดได้ง่ายและรวดเร็วยิ่งขึ้น

ตำแหน่ง

เพื่อฝึกเล่นโน้ตธรรมชาติข้ามทั้ง 6 สายด้วยแนวทางนี้ ให้คุณวางนิ้วที่ 1 ของมือซ้ายที่เฟรตต่างๆ ซึ่งเราใช้เป็นเฟรตอ้างอิง ได้แก่เฟรต 3, 5, 7, 10, 12, 15, 17 และ 19 บนสาย 6 (สาย E บนสุด)

เช่น หากคุณวางนิ้วที่ 1 ของคุณไว้ที่เฟรตที่ 3 คุณก็จะอยู่ในตำแหน่งที่ 3 (เขียนแทนด้วยเลขโรมันว่า III) และคุณจะเล่นเฉพาะโน้ตธรรมชาติ (A, B, C, D, E, F, G) ในระยะที่มือคุณสามารถยืดถึงได้ (สูงสุดไม่เกิน 3 โน้ตต่อสาย) โดยอ้างอิงตำแหน่งโน้ตจากเฟรตอ้างอิงเป็นหลัก

ขั้นตอนการฝึก:

1. เริ่มต้นวางนิ้วที่ 1 ของมือซ้ายที่เฟรตอ้างอิงบนสาย 6

2. เล่นไล่โน้ตธรรมชาติข้ามทุกสายจากสาย 6 ไปสาย 1 แล้วกลับจากสาย 1 มาสาย 6

3. ระวังไม่ให้เล่นโดนโน้ตที่เป็นชาร์ปหรือแฟลต (ข้อยกเว้นที่มีอยู่ 2 ตัว คือ Bb และ F# บนสาย 3 และสาย 2 ตามที่กล่าวก่อนหน้า)

4. ปรับนิ้วให้เหมาะสมเสมอ เพื่อให้คุณเล่นได้เฉพาะโน้ตธรรมชาติเท่านั้น

5. ขณะเล่น ให้ระบุชื่อโน้ตและตำแหน่งเฟรตในใจไปด้วย เพื่อให้เกิดความคุ้นเคย

6. เมื่อฝึกเล่นจนชำนาญแล้ว ให้ลองอิมโพรไวส์อิสระข้ามสายโดยใช้เฉพาะโน้ตธรรมชาติ

นอกจากนี้ยังควรใช้เวลาเขียนโน้ตธรรมชาติบนบรรทัด 5 เส้น (Standard Notation) ของแต่ละตำแหน่ง เพื่อช่วยให้คุณจำและเข้าใจตำแหน่งโน้ตได้ลึกซึ้งมากยิ่งขึ้น

4. การเล่นโน้ตตัวเดียวบนทุกสาย (One Note on All Strings)

เมื่อคุณเริ่มคุ้นเคยกับตำแหน่งของโน้ตธรรมชาติบนฟิงเกอร์บอร์ดแล้ว ให้ฝึกต่อโดยเลือก โน้ตเพียงตัวเดียว (เช่น โน้ต C) แล้วฝึกเล่นโน้ตตัวนั้นในทุกตำแหน่ง ทุกช่วงเสียง (Octave) และทุกสายบนฟิงเกอร์บอร์ด

ขั้นตอนการฝึก:

1. เลือกโน้ตธรรมชาติหนึ่งตัวจาก 7 ตัว (A, B, C, D, E, F, G)

2. เล่นโน้ตตัวนั้นในทุกตำแหน่งที่ปรากฏบนฟิงเกอร์บอร์ด ตั้งแต่สาย 6 ถึงสาย 1 รวมทุกช่วงเสียง (octave)

3. พยายามระบุชื่อโน้ต และตำแหน่งเฟรตทุกครั้งที่คุณเล่นโน้ตนั้น

4. ฝึกเช่นนี้จนชำนาญในโน้ตที่เลือก แล้วค่อยเปลี่ยนไปฝึกโน้ตธรรมชาติอีกตัวหนึ่ง

5. ฝึกให้ครบทั้ง 7 โน้ตธรรมชาติด้วยวิธีเดียวกัน

การฝึกแบบนี้เป็นประจำจะช่วยให้คุณมองเห็นตำแหน่งของแต่ละโน้ตได้ชัดเจนและแม่นยำยิ่งขึ้น ทำให้สามารถเล่นกีตาร์ได้อย่างคล่องแคล่วและมั่นใจ

RHYTHM

จังหวะ (Rhythm)

พื้นฐานขั้นสุดด้านจังหวะคือความสามารถในการแสดงออกได้อย่างสบายกับการแบ่งย่อยจังหวะ (subdivisions of the beat) รวมถึงการแสดง “ความรู้สึก” (Feel) ในการเล่นและฟังโน้ตให้ตรงตำแหน่งต่างๆ ของจังหวะ ไม่ว่าจะเป็นการเล่นตรงกลางจังหวะ (center of the beat) การเล่นแบบลากหลังจังหวะ (back of the beat) หรือการเล่นเร่งนำหน้าจังหวะ (front of the beat)

พื้นฐานเหล่านี้สามารถนำไปปรับใช้ได้กับทุกจังหวะ (groove) และความรู้สึกทางจังหวะ (time feel) ที่แต่ละสไตล์ดนตรีต้องการ นอกจากนี้ วิธีที่คุณเข้าถึงจังหวะยังส่งผลต่อความสามารถในการรับรู้ pulse (จังหวะหลักของดนตรี) การสร้างวลีดนตรี (phrasing) รวมถึงความสามารถในการสร้างสรรค์และตีความรูปแบบ (form) ของดนตรีได้อีกด้วย

เพื่อสร้างความแข็งแรงในพื้นฐานขั้นสุดของจังหวะ คุณควรเพิ่มความสามารถในการแสดงออกด้านต่อไปนี้:

1. การแบ่งย่อยจังหวะ (Subdivisions):

• ฝึกเล่นและรู้สึกสบายกับการแบ่งย่อยจังหวะเป็นระดับต่างๆ เช่น สองส่วน (eighth notes), สามส่วน (triplets), สี่ส่วน (sixteenth notes) และอื่นๆ

2. ความรู้สึกของตำแหน่งโน้ตในจังหวะ (Feel of Placement):

• เล่นโน้ตที่ตำแหน่งกลางจังหวะ (center of the beat) อย่างมั่นคงและแม่นยำ

• เล่นโน้ตแบบดึงหลังจังหวะ (back of the beat) เพื่อสร้างความรู้สึกผ่อนคลาย (laid-back)

• เล่นโน้ตแบบเร่งนำหน้าจังหวะ (front of the beat) เพื่อสร้างความรู้สึกเร่งเร้า (forward-moving)

3. ความสามารถในการรักษา Pulse (Pulse Awareness):

• พัฒนาความสามารถในการฟังและรู้สึก pulse หรือจังหวะหลักของดนตรีได้ชัดเจน

4. การสร้างวลีดนตรี (Phrasing):

• ฝึกการควบคุมจังหวะและระยะเวลาของแต่ละโน้ตให้ชัดเจน เพื่อสร้างประโยคหรือวลีดนตรีที่มีความหมาย

5. ความสามารถในการตีความรูปแบบ (Form):

• ฝึกการรับรู้โครงสร้างดนตรี (เช่น คอร์ดแพทเทิร์น, ท่อนต่างๆ, จังหวะที่ซับซ้อน) และนำไปสู่การเล่นอย่างมีเป้าหมาย

การฝึกและตระหนักถึงพื้นฐานเหล่านี้จะช่วยให้คุณมีทักษะด้านจังหวะที่แข็งแรง และสามารถนำไปใช้ได้อย่างหลากหลายในสไตล์ดนตรีที่คุณสนใจ

แบบฝึกหัดที่ 3: “Rhythmic Subdivision Workout” โดย ศาสตราจารย์ David Tronzo

แบบฝึกหัดนี้เน้นการพัฒนาความสามารถในการฝึกฝนและจัดการกับการแบ่งย่อยของจังหวะ (rhythmic subdivisions) ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาความแม่นยำและความสามารถในการเล่นดนตรีที่หลากหลาย ศาสตราจารย์ David Tronzo ผู้มีชื่อเสียงด้านเทคนิคการเล่นกีตาร์แบบ Slide Guitar และ Prepared Guitar เน้นย้ำความสำคัญของการซึมซับและทำความเข้าใจความรู้สึกของจังหวะในรูปแบบต่างๆ เพื่อยกระดับความสามารถทางดนตรีโดยรวมของผู้เรียน


แบบฝึกหัดที่ 4: “Introduction to Funk Guitar” (A Rhythm Study) โดย ศาสตราจารย์ Jeffrey Lockhart

แบบฝึกหัดนี้เป็นการเรียนรู้พื้นฐานสำคัญของการเล่นกีตาร์แนว Funk โดยเน้นไปที่ความแม่นยำของจังหวะ (rhythmic accuracy), การเล่นโน้ตแบบ Syncopation (การเล่นเน้นจังหวะรองที่ผิดไปจากปกติ), และ Groove (ความรู้สึกทางจังหวะ) ศาสตราจารย์ Jeffrey Lockhart ผู้มีชื่อเสียงจากผลงานและการร่วมงานกับศิลปินหลากหลายท่านในวงการ Funk ได้มอบมุมมองและเทคนิคที่สำคัญต่อการเล่นกีตาร์ Funk อย่างมีเอกลักษณ์และแท้จริง

Leave a Reply