เรียนกีต้าร์ครูหมู สุณัญญา เอย

เรียนกีต้าร์ สุณัญญา 27/3/68

เนื่องจากเทคนิคขยาย (Extended Techniques) ที่ใช้ในหนังสือเล่มนี้เริ่มแพร่หลายมากขึ้น ก็เป็นที่คาดหวังว่าจะมีการพัฒนาระบบการเขียนโน้ตที่เป็นมาตรฐานในอนาคต อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน นักประพันธ์และสำนักพิมพ์แต่ละแห่งยังคงใช้รูปแบบการเขียนโน้ตที่แตกต่างกันไป บางรายใช้กราฟิกประกอบ ขณะที่บางรายเลือกใช้แบบตัวพิมพ์ต่างกัน

สำนักพิมพ์ Hal Leonard ได้กำหนดมาตรฐานบางประการเกี่ยวกับการเขียนโน้ตสำหรับกีตาร์ไว้ และหนังสือเล่มนี้ได้ยึดถือมาตรฐานเหล่านั้นเป็นหลัก โดยมีการเพิ่มเติมรายละเอียดบางอย่างตามความเหมาะสมของผู้เขียน

หมายเหตุ: แม้ว่าในหนังสือเล่มนี้จะมีแท็บกีตาร์ (Tablature) รวมอยู่ด้วย แต่สิ่งสำคัญคือผู้อ่านควรอ่านโน้ตจากบรรทัดบน (โน้ตดนตรีมาตรฐาน) เนื่องจากที่นั่นจะมีการระบุระยะเวลาจังหวะที่ถูกต้อง การแสดงอารมณ์ทางดนตรี และการใช้มือดีดกับมือกดสายอย่างชัดเจน

DEFINITIONS OF SPECIAL NOTATION

คำจำกัดความของสัญลักษณ์พิเศษ (DEFINITIONS OF SPECIAL NOTATION)

Tapped Note (โน้ตแบบแท็ป):

แสดงด้วยเครื่องหมาย + บนบรรทัดโน้ตด้านบน (โน้ตดนตรีมาตรฐาน) และตัวอักษร T บนแท็บกีตาร์ (Tablature)

หมายถึงโน้ตที่ถูกเล่นด้วยการ “แตะ” หรือเคาะนิ้วลงไปที่สายบนฟิงเกอร์บอร์ดโดยตรง แทนที่จะดีดสายด้วยมือขวา (หรือซ้าย หากเป็นคนถนัดซ้าย) เป็นเทคนิคที่นิยมใช้ทั้งในดนตรีร็อกและฟิงเกอร์สไตล์เพื่อเพิ่มความหลากหลายของเสียงและจังหวะ

สำหรับผู้เล่นถนัดขวา นิ้วของมือขวาจะใช้แตะ (tap) ที่โน้ตที่ระบุไว้โดยตรงบนฟิงเกอร์บอร์ด

กล่าวคือ แทนที่จะดีดสายตามปกติ มือขวาจะถูกนำมาใช้แตะลงบนเฟร็ตเพื่อให้เกิดเสียงตามโน้ตที่กำหนด ซึ่งเป็นเทคนิคหนึ่งในการเล่นแบบ Tapped Note โดยมักใช้ร่วมกับเทคนิคมือซ้าย เพื่อสร้างเสียงที่ไหลลื่นและซับซ้อนยิ่งขึ้น

Hammer-On

Hammer-On “from Nowhere” – Notated by a half slur.

Hammer-On “from Nowhere” – แสดงด้วย สัญลักษณ์ครึ่งสเลอร์ (half slur)

เทคนิคนี้หมายถึงการ แฮมเมอร์ออนโดยไม่มีโน้ตก่อนหน้า หรือที่เรียกว่า hammer-on from nowhere โดยผู้เล่นจะใช้นิ้วของมือกดสายเคาะลงบนเฟร็ตโดยตรงเพื่อให้เกิดเสียง โดยไม่ต้องดีดสายก่อน และ ไม่มีโน้ตก่อนหน้าให้เชื่อมด้วยสเลอร์เต็ม จึงใช้สัญลักษณ์สเลอร์เพียงครึ่งเดียวเพื่อระบุลักษณะพิเศษนี้

เป็นเทคนิคที่พบได้บ่อยในดนตรีร่วมสมัยและการเล่นแนว percussive fingerstyle เพื่อสร้างจังหวะและสีสันที่แปลกใหม่ให้กับเสียงกีตาร์

ใช้ มือกดสาย (fretting hand) เพียงข้างเดียว ทำ แฮมเมอร์ออน (hammer-on) ที่ สาย 4 เฟร็ตที่ 2 โดย ไม่ต้องดีดสายก่อน

หมายความว่า คุณจะใช้แรงจากนิ้วมือซ้าย (หรือมือที่กดสาย) เคาะนิ้วลงไปอย่างมั่นคงที่เฟร็ตที่ 2 ของสาย 4 เพื่อให้เกิดเสียงโดยไม่ใช้มือขวาดีดสายก่อน เทคนิคนี้จะสร้างเสียงที่นุ่มนวลและเป็นธรรมชาติมากขึ้น และเป็นพื้นฐานสำคัญของการเล่นแนว legato หรือการเชื่อมโน้ตอย่างลื่นไหล

Plucking-Hand Pull-Off

Tap followed by a pull-off with the same finger.

Plucking-Hand Pull-Off – แสดงด้วย สัญลักษณ์สเลอร์โค้งลง (downward slur) หลังจากโน้ตที่เล่นด้วยการแท็ป (Tapped Note) บนสายเดียวกัน

เทคนิคนี้หมายถึง การที่มือดีด (Plucking Hand – สำหรับผู้เล่นถนัดขวาคือมือขวา) ทำ การดึงสายออก (pull-off) หลังจากที่แตะสายเพื่อเล่นโน้ตด้วยการแท็ปลงไปก่อนหน้า โดยดึงนิ้วออกจากสายในลักษณะที่ดีดสายไปในตัว เพื่อให้เกิดเสียงโน้ตที่ต่ำกว่า

ตัวอย่างเช่น:

1. แตะ (tap) โน้ตที่เฟร็ต 12 บนสายที่ 2 ด้วยนิ้วของมือขวา

2. จากนั้นดึงนิ้วนั้นออกจากสายอย่างรวดเร็ว เพื่อให้เสียงโน้ตที่กดไว้ (เช่น เฟร็ต 8) ดังขึ้นตามมา

เป็นเทคนิคต่อเนื่องจากการแท็ป ที่ช่วยเพิ่มความลื่นไหลและความเร็วในการเล่นโน้ตบนสายเดียวกัน โดยใช้มือขวาอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในจังหวะและการเปล่งเสียง

Tap Slide

Tapping Finger Slides to Another Note

(การสไลด์โน้ตด้วยนิ้วที่ใช้ Tap)

เทคนิคนี้หมายถึง:

หลังจากที่คุณ แตะ (tap) นิ้วของมือดีด (plucking hand) ลงบนเฟร็ตใดเฟร็ตหนึ่งแล้ว ให้ ลากนิ้วนั้นไปยังอีกเฟร็ตหนึ่งบนสายเดียวกัน โดยไม่ยกนิ้วขึ้นจากสาย เป็นการ slide แบบต่อเนื่องจาก tap note

ขั้นตอน:

1. ใช้นิ้วมือขวา (สำหรับผู้ถนัดขวา) แตะ (tap) ลงบนเฟร็ตที่ต้องการ เช่น เฟร็ต 10

2. โดยที่ยังคงกดนิ้วไว้บนสาย ให้ลากนิ้วไปยังเฟร็ตใหม่ เช่น เฟร็ต 12

3. ให้แรงกดมั่นคงและนิ้วแนบสายตลอด เพื่อให้เสียง “slide” ชัดเจนและไม่หลุดเสียง

การเขียนโน้ต:

• โน้ต tap จะแสดงด้วย + บนโน้ตมาตรฐาน และ T บนแท็บ

• ตามด้วย เส้นเชื่อมโน้ต (slur หรือเส้น slide / glissando) ที่ชี้จากโน้ตแรกไปโน้ตเป้าหมาย

หมายเหตุ:

เทคนิคนี้ต้องใช้ การควบคุมแรงกดและทิศทางมือดีดอย่างแม่นยำ เพื่อให้ได้เสียงที่สะอาดและมีไดนามิกที่เหมาะสม เป็นลูกเล่นที่นิยมใช้ในแนว fingerstyle, modern acoustic และการเล่นแบบ virtuosic solo guitar

Tap Harmonic

โน้ตหัวเพชร (diamond-shaped noteheads) พร้อมเครื่องหมาย + บนบรรทัดโน้ตด้านบน และตัวอักษร T บนแท็บกีตาร์

สายจะถูกแตะลงโดยตรงที่ เหนือเฟร็ตไวร์ (fret wire) เพื่อให้เกิดเสียงฮาร์โมนิกเท่านั้น

หมายความว่า: ใช้การแตะ (tap) จากมือดีดไปที่จุดเฟร็ตที่กำหนด โดยแตะ ตรงบริเวณโลหะเฟร็ต (ไม่ใช่กึ่งกลางระหว่างเฟร็ต) เพื่อกระตุ้นให้เกิดเสียงฮาร์โมนิกโดยไม่ต้องดีดสายก่อนหรือหลัง เป็นเทคนิคที่ใช้สร้างเสียงใส กังวาน และมีลักษณะพิเศษของฮาร์โมนิกเสียงธรรมชาติ ผ่านการแตะอย่างแม่นยำด้วยมือดีด

Tapping with Different Plucking-Hand Fingers

Tapping with Different Plucking-Hand Fingers

(การแท็ปด้วยนิ้วต่าง ๆ ของมือดีด)

แสดงด้วยตัวอักษรดังนี้ในสัญลักษณ์โน้ต:

(index) – นิ้วชี้

m – นิ้วกลาง (middle)

a – นิ้วนาง (annular)

หมายความว่า:

ในเทคนิคการแท็ป (tapping) จะมีการระบุชัดเจนว่านิ้วใดของ มือดีด (plucking hand) ที่ใช้แตะลงบนเฟร็ต เพื่อให้เกิดเสียงตามโน้ตที่ระบุ เทคนิคนี้ช่วยให้เล่นลิคที่ซับซ้อนหรือเร็วมากได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยการกระจายนิ้วให้เหมาะสมกับโครงสร้างของท่อนดนตรี

การระบุชื่อเรียกนิ้วนี้มีพื้นฐานมาจากระบบการตั้งชื่อนิ้วแบบคลาสสิก ซึ่งใช้กันทั่วไปในดนตรีกีตาร์:

p = นิ้วโป้ง (pulgar)

i = นิ้วชี้ (índice)

m = นิ้วกลาง (medio)

a = นิ้วนาง (anular)

ในบริบทนี้จะใช้เพียง index, m, และ a เพื่อเจาะจงนิ้วที่ใช้ในการแท็ปโน้ตด้วยมือดีด

Dampened String

Dampened String – แสดงด้วย เครื่องหมาย X บนสายที่ระบุ

หมายความว่า: ให้ ปิดเสียงของสาย (dampen or mute) โดยไม่ให้เกิดโทนเสียงชัดเจน (pitchless sound) เมื่อดีดสาย จะได้เสียงสั้น ก้องทึบ คล้ายเสียงเคาะหรือเสียงเพอร์คัสซีฟมากกว่าจะเป็นเสียงโน้ตจริง

วิธีเล่น:

• ใช้นิ้วมือกดสายไว้เบา ๆ โดยไม่กดลงถึงเฟร็ต

• จากนั้นดีดสายตามปกติ จะเกิดเสียงทึบ ๆ หรือแห้ง ๆ

• มักใช้ในเทคนิค percussive หรือสร้างจังหวะให้กับบทประพันธ์

การใช้งาน:

เทคนิคนี้ใช้เพื่อเพิ่มมิติทางจังหวะ (rhythmic texture) และสีสันทางเสียงในแนว fingerstyle, ฟิวชัน, หรือกีตาร์ร่วมสมัยต่าง ๆ

Slap Note

Slap Note – แสดงด้วยตัวอักษร S ใต้โน้ต

หมายความว่า:

ให้เล่นโน้ตด้วยการ ตบ (slap) สายกีตาร์ โดยใช้มือดีด (plucking hand) เคาะหรือตบลงบนสายและฟิงเกอร์บอร์ดอย่างแรง เพื่อให้เกิดเสียง โน้ตและเสียงจังหวะเพอร์คัสซีฟในเวลาเดียวกัน

ลักษณะของเสียง:

• ได้ทั้ง ความสูงของเสียง (pitch) และ เสียงกระแทกของจังหวะ พร้อมกัน

• เสียงที่ได้จะชัดเจน หนักแน่น และมีจังหวะที่โดดเด่น

• นิยมใช้ในแนว fingerstyle, funk, และ percussive acoustic guitar

วิธีเล่น:

• ใช้นิ้วหรือฝ่ามือขวาตบสายให้เกิดเสียงโน้ต

• ต้องควบคุมตำแหน่งและแรงในการตบ เพื่อให้ได้ทั้ง pitch และเสียงเพอร์คัสซีฟชัดเจน

เป็นเทคนิคที่เพิ่มพลังและความมีชีวิตชีวาให้กับการเล่นกีตาร์ โดยผสมผสานบทบาทของการเป็นทั้งเครื่องสายและเครื่องจังหวะในตัวเดียว

Slap Harmonic

Slap Harmonic – แสดงด้วย โน้ตหัวเพชร (diamond-shaped noteheads) และตัวอักษร S กำกับไว้

หมายความว่า:

ให้เล่นฮาร์โมนิก (harmonic) ด้วยการ ตบสาย (slap) เพื่อให้เกิดทั้งเสียง ฮาร์โมนิก และ เสียงจังหวะเพอร์คัสซีฟ ไปพร้อมกัน

ลักษณะของเสียง:

• ได้เสียงใสและกังวานแบบฮาร์โมนิก (เหมือน natural harmonic)

• มีเสียงจังหวะกระแทกประกอบ ทำให้เสียงโดดเด่นและมีพลัง

• นิยมในแนว percussive fingerstyle และกีตาร์ร่วมสมัย

วิธีเล่น:

1. ใช้นิ้วหรือส่วนของมือดีด (plucking hand) ตบสายอย่างรวดเร็วและแม่นยำ บริเวณที่เกิดฮาร์โมนิกได้ เช่น เฟร็ต 5, 7, หรือ 12

2. ต้องตบ ตรงตำแหน่งเฟร็ตไวร์ (fret wire) เพื่อให้เกิดฮาร์โมนิกที่ชัดเจน

3. แรงตบต้องมากพอให้เกิดเสียงจังหวะ แต่เบาพอที่จะไม่ทับเสียงฮาร์โมนิก

สรุป:

Slap Harmonic คือเทคนิคที่รวม ความแม่นยำของฮาร์โมนิก กับ ความแรงของจังหวะตบ เป็นหนึ่งเดียว สร้างเสียงที่ทั้ง ไพเราะและทรงพลัง ในการแสดงดนตรีแบบร่วมสมัย

Dampened Slap

Dampened Slap – แสดงด้วย หัวโน้ตเป็น X และมีตัวอักษร S ใต้โน้ต

หมายความว่า:

ให้ ตบสาย (slap) โดยที่สายถูก ปิดเสียง (dampened) อยู่ ซึ่งจะทำให้เกิดเสียงเพอร์คัสซีฟ (เหมือนเครื่องจังหวะ) มากกว่าเสียงโน้ตจริง โดย เสียงความสูงของโน้ต (pitch) แทบจะไม่ได้ยิน

ลักษณะของเสียง:

• เน้นเสียงตบที่กระแทกกับสายกีตาร์

• ให้เสียงคล้ายการเคาะหรือเสียง “แปะ” สั้น ๆ

• เสียงโน้ตแทบจะหายไป เหลือเพียงจังหวะ

วิธีเล่น:

1. ใช้นิ้วหรือสันมือ วางแตะสายไว้เบา ๆ โดยไม่กดลงถึงเฟร็ต (เพื่อไม่ให้เกิด pitch)

2. จากนั้นใช้มือดีด ตบลงไปแรง ๆ บนสายที่ถูกปิดเสียงไว้

3. จะได้เสียงจังหวะแบบเพอร์คัสซีฟที่แห้งและสั้น โดยไม่มีโทนเสียงโน้ตที่ชัดเจน

การใช้งาน:

• ใช้สร้างกลิ่นอายจังหวะในสไตล์ percussive fingerstyle หรือดนตรีร่วมสมัย

• ช่วยให้กีตาร์ทำหน้าที่เหมือนเครื่องเคาะจังหวะได้ในเวลาเดียวกันกับการเล่นเมโลดี้หรือฮาร์โมนี

สรุป:

Dampened Slap คือการรวมเทคนิคการปิดเสียงกับการตบสาย เพื่อสร้างเสียงเพอร์คัสซีฟที่แทบไม่มี pitch — ใช้เพื่อเพิ่มมิติของจังหวะและสร้างพื้นผิวทางเสียงที่น่าสนใจในการเล่นกีตาร์

Fret-Hand Dampened Slap

Fret-Hand Dampened Slap – แสดงด้วย หัวโน้ตรูป X ที่มีวงกลมล้อมรอบ (◯X) และจะอยู่ บนเส้น E ของบรรทัดห้าเส้นเสมอ (สาย 6 หรือสาย E ต่ำ)

ความหมาย:

เป็นเทคนิคที่ให้ มือกดสาย (fret-hand) ตบลงบนสายกีตาร์เพื่อให้เกิดเสียง เพอร์คัสซีฟ โดย ไม่มีเสียงโน้ต (pitchless) เสียงที่ได้จะคล้ายเสียง “ตบ” หรือ “เคาะ” ลงบนสาย โดยสายจะถูกปิดเสียงไว้ขณะทำ

วิธีเล่น:

1. ปล่อยให้สายอยู่ในสถานะ mute หรือวางนิ้วกดเบา ๆ เพื่อไม่ให้เกิดโน้ต

2. ใช้ มือซ้าย (fret-hand) ตบลงบนสายอย่างรวดเร็วและมั่นคง เช่น ใช้ฝ่ามือหรือนิ้วเคาะตรงบริเวณเฟร็ต

3. เป้าหมายคือต้องการเสียงกระแทก ไม่ใช่เสียงโน้ต

จุดสังเกต:

• วางไว้บนเส้น E เพื่อระบุว่าเป็นการตบจังหวะด้วยมือกดสายโดยไม่ระบุ pitch

• ใช้แทนเสียงเคาะคล้ายกลองในบริบทของการเล่น percussive fingerstyle

การใช้งาน:

• ช่วยเพิ่มมิติด้านจังหวะให้กับการเล่นกีตาร์ โดยเฉพาะเมื่อนำไปผสมกับเทคนิคอื่น เช่น slap, tap harmonic หรือ thumb hits

• ใช้แทนเสียงกลอง snare หรือ rimshot ในการเล่นแบบโซโล่ด้วยกีตาร์ตัวเดียว

สรุป:

Fret-Hand Dampened Slap คือการใช้มือกดสายตบสายกีตาร์เพื่อสร้างเสียงจังหวะที่ไม่มี pitch โดยสัญลักษณ์เฉพาะคือ ◯X บนเส้น E — เป็นเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยให้กีตาร์ทำหน้าที่เป็นเครื่องเคาะได้อย่างเต็มรูปแบบ

Bartók Pizzicato

Bartók Pizzicato – แสดงด้วย วงกลม (◯) ที่มีเส้นแนวตั้งเล็ก ๆ ผ่านตรงกลางด้านบน

ความหมาย:

เทคนิคนี้ให้ ดีดสายอย่างแรง โดยตั้งใจให้สาย ดีดกลับกระแทกลงบนฟิงเกอร์บอร์ด ทำให้เกิดเสียง “แป๊ะ” หรือ “เป๊าะ” ที่มีลักษณะเฉพาะ — คล้ายเสียงดีดสายที่รุนแรงและมีเสียงกระทบของสายกับไม้

วิธีเล่น:

1. ใช้มือดีด (plucking hand) ดึงสายขึ้นจากฟิงเกอร์บอร์ด (ยกสายขึ้นในแนวตั้งเล็กน้อย)

2. ปล่อยสายให้เด้งกลับลงมากระแทกกับฟิงเกอร์บอร์ด

3. ต้องควบคุมแรงให้พอดี — ไม่ถึงขั้นทำให้สายหรือฟิงเกอร์บอร์ดเสียหาย แต่แรงพอให้เกิดเสียงกระแทกที่ได้ผลชัดเจน

ลักษณะของเสียง:

• มีเสียงโน้ตตามปกติ (pitch)

• พร้อมเสียงกระแทกจากสายที่ชนกับฟิงเกอร์บอร์ด

• ให้ความรู้สึกแรง ดิบ และมีจังหวะ

การใช้งาน:

• ใช้ในดนตรีคลาสสิกสมัยใหม่ โดยเฉพาะในงานของ Béla Bartók (ที่มาของชื่อ)

• ใช้เพิ่มสีสันของจังหวะและเนื้อเสียงในแนวร่วมสมัยหรือ avant-garde

• ในกีตาร์ นิยมใช้ในสไตล์ experimental หรือ percussive fingerstyle เพื่อสร้างเสียงที่แตกต่าง

สรุป:

Bartók Pizzicato คือการดีดสายอย่างแรงให้สายกระแทกฟิงเกอร์บอร์ดโดยตั้งใจ แสดงด้วยวงกลมที่มีเส้นแนวตั้งผ่านด้านบน สร้างเสียงที่มีพลังและจังหวะแตกต่างจากการดีดสายทั่วไป

Leave a Reply